เครือข่ายคอมพิวเตอร์

เครือข่ายคอมพิวเตอร์ หรือ คอมพิวเตอร์เน็ตเวิร์ก (computer network) คือ ระบบการสื่อสารระหว่างคอมพิวเตอร์จำนวนตั้งแต่สองเครื่องขึ้นไป

การที่ระบบเครือข่ายมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในปัจจุบัน เพราะมีการใช้งานคอมพิวเตอร์อย่างแพร่หลาย จึงเกิดความต้องการที่จะเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เหล่านั้นถึงกัน เพื่อเพิ่มความสามารถของระบบให้สูงขึ้น และลดต้นทุนของระบบโดยรวมลง

การโอนย้ายข้อมูลระหว่างกันในเครือข่าย ทำให้ระบบมีขีดความสามารถเพิ่มมากขึ้น การแบ่งการใช้ทรัพยากร เช่น หน่วยประมวลผล, หน่วยความจำ, หน่วยจัดเก็บข้อมูล, โปรแกรมคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่มีราคาแพงและไม่สามารถจัดหามาให้ทุกคนได้ เช่น เครื่องพิมพ์ เครื่องกราดภาพ (scanner) ทำให้ลดต้นทุนของระบบลงได้

   ชนิดของเครือข่าย

เครือข่าย เป็นการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ 2 เครื่องขึ้นไปเข้าด้วยกัน เพื่อสะดวกต่อการร่วมใช้ข้อมูล, โปรแกรม หรือเครื่องพิมพ์ และยังสามารถอำนวยความสะดวกในการติดต่อแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างเครื่องได้ตลอดเวลา ระบบเครือข่ายจะถูกแบ่งออกตามขนาดของเครือข่าย ซึ่งปัจจุบันเครือข่ายที่รู้จักกันดีมีอยู่ 3 แบบ ได้แก่

  • เครือข่ายภายใน หรือ แลน (Local Area Network: LAN) เป็นเครือข่ายที่ใช้ในการ เชื่อมโยงกันในพื้นที่ใกล้เคียงกัน เช่นอยู่ในห้อง หรือภายในอาคารเดียวกัน
  • เครือข่ายวงกว้าง หรือ แวน (Wide Area Network: WAN) เป็นเครือข่ายที่ใช้ในการ เชื่อมโยงกัน ในระยะทางที่ห่างไกล อาจจะเป็น กิโลเมตร หรือ หลาย ๆ กิโลเมตร
  • เครือข่ายงานบริเวณนครหลวง หรือ แมน (Metropolitan area network : MAN)

และยังมีอีกสองเครือข่ายที่ยังมีเพิ่มเติมอีกคือ

  • เครือข่ายของการติดต่อระหว่างไมโครคอนโทรลเลอร์ หรือ แคน (Controller area network) : CAN) เป็นเครือข่ายที่ใช้ติดต่อกันระหว่างไมโครคอนโทรลเลอร์ (Micro Controller unit: MCU)
  • เครือข่ายส่วนบุคคล หรือ แพน (Personal area network) : PAN) เป็นเครือข่ายไร้สาย
โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

ฮาร์ดแวร์

ส่วนอุปกรณ์ หรือ คอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ (อ. computer hardware) หรือเรียกย่อว่า ฮาร์ดแวร์ (อ. hardware) [1] เป็นคำที่ใช้อ้างอิงถึง ส่วนที่จับต้องได้ ของระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งไม่รวมถึงข้อมูล, ระบบการคำนวณ, และซอฟต์แวร์ ที่ป้อนชุดคำสั่งให้ฮาร์ดแวร์ทำการประมวลผล

ความจริง ขอบเขตที่แบ่งระหว่างฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ไม่ได้ชัดเจน เพราะระหว่างกลางอาจจะมีเฟิร์มแวร์ ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ที่สร้างมาโดยเฉพาะ เพื่อฝังไว้ในฮาร์ดแวร์อยู่ด้วย โดยที่ผู้ใช้ทั่วไป ไม่จำเป็นต้องกังวลกับเฟิร์มแวร์เหล่านี้ เพราะเป็นส่วนที่โปรแกรมเมอร์ และวิศวกรคอมพิวเตอร์ เป็นผู้ดูแล

   อุปกรณ์พื้นฐาน

สถาปัตยกรรมของเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ประกอบด้วย

  • เมนบอร์ด, มาเธอร์บอร์ด เป็นศูนย์รวมของหน่วยประมวลผลกลาง และหน่วยความจำหลัก พร้อมส่วนเชื่อมต่อสำหรับต่ออุปกรณ์ภายนอกเพิ่มเติม
  • ส่วนจ่ายไฟ (พาวเวอร์ซัพพลาย) เป็นอุปกรณ์ที่แปลงไฟ และควบคุมระดับไฟฟ้า
  • ส่วนเก็บข้อมูล ประกอบด้วยส่วนควบคุมการทำงาน และติดต่อกับอุปกรณ์เก็บข้อมูล เช่น แรม, ฟลอปปี้ดิสก์, ดีวีดีรอม, ซีดีรอม, เทป, ฮาร์ดดิสก์ ฯลฯ
  • ส่วนควบคุมการแสดงผล (การ์ดจอ) สำหรับควบคุมและส่งภาพไปยังหน้าจอ
  • ส่วนควบคุมการติดต่อกับอุปกรณ์ภายนอก โดยรับ/ส่งข้อมูลผ่านทางช่องสัญญาณ เช่น พอร์ตขนาน, พอร์ตอนุกรม, PS/2, ยูเอสบี, ไฟร์ไวร์ ฯลฯ
  • ส่วนควบคุมการติดต่อกับอุปกรณ์เสริมภายใน เช่น ISA, PCI, AGP, PCI-X, PCI-E ฯลฯ

ส่วนอุปกรณ์ หมายถึง ชิ้นส่วนเครื่องคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์รอบข้างที่เกี่ยวข้องต่างๆ

ซึ่งประกอบด้วยส่วนที่สำคัญคือ หน่วยประมวลผลกลาง หน่วยความจำหลัก หน่วยรับข้อมูล หน่วยแสดงผล และหน่วยเก็บข้อมูลสำรอง

2.1 หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit) หน่วยประมวลผลกลางหรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า ซีพียู (CPU) เป็นหน่วยที่เปรียบเสมือนสมองของระบบคอมพิวเตอร์ และเป็นหน่วยที่มีความซับซ้อนมากที่สุด ส่วนประกอบต่าง ๆ ในหน่วยประมวลผลกลางเป็นตัวกำหนดความเร็วของเครื่องคอมพิวเตอร์ หน่วยประมวลผลกลางรุ่นใหม่ ๆ จะมีขนาดเล็กลงในขณะที่มีความเร็วเพิ่มขึ้น

2.2 หน่วยความจำหลัก (Main Memory Unit) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการจดจำข้อมูล และโปรแกรมต่าง ๆ ที่อยู่ระหว่างการประมวลผลของคอมพิวเตอร์ บางครั้งอาจเรียกว่า หน่วยเก็บข้อมูลหลัก (Primary storage) สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ

2.2.1 หน่วยความจำหลักแบบอ่านได้อย่างเดียว (Read Only Memory)

2.2.2 หน่วยความจำหลักแบบแก้ไขได้ (Random Access Memory)

2.3 หน่วยรับข้อมูล (Input Unit) ทำหน้าที่รับข้อมูลจากผู้ใช้เข้าสู่หน่วยความจำหลัก ปัจจุบันมีสื่อต่าง ๆ ให้เลือกใช้ได้มากมาย แบ่งเป็นประเภทต่าง ๆ ได้ดังนี้

2.3.1 อุปกรณ์แบบกด (Keyed Device) แป้นพิมพ์ (Keyboard) แบ่งเป็น 4 กลุ่มด้วยกันคือ แป้นอักขระ (Character Keys) แป้นควบคุม (Control Keys) แป้นฟังก์ชัน (Function Keys) แป้นตัวเลข (Numeric Keys)

2.3.2 อุปกรณ์ชี้ตำแหน่ง (Pointing Device) เช่น เมาส์ (Mouse) ลูกกลมควบคุม (Track ball) แท่งชี้ควบคุม (Track Point) แผ่นรองสัมผัส (Touch Pad) จอยสติก (Joy stick) เป็นต้น

2.3.3 จอภาพระบบไวต่อการสัมผัส (Touch-Sensitive Screen) เช่น จอภาพระบบสัมผัส (Touch screen)

2.3.4 ระบบปากกา (Pen-Based System) เช่น ปากกาแสง (Light pen) เครื่องอ่านพิกัด (Digitizing tablet)

2.3.5 อุปกรณ์กวาดข้อมูล (Data Scanning Device) เช่น เอ็มไอซีอาร์ (Magnetic Ink Character Recognition – MICR) เครื่องอ่านรหัสบาร์โค้ด (Bar Code Reader) สแกนเนอร์ (Scanner) เครื่องรู้จำอักขระด้วยแสง (Optical Character Recognition – OCR) เครื่องอ่านเครื่องหมายด้วยแสง (Option Mark Reader -OMR) กล้องถ่ายภาพดิจิตอล (Digital Camera) กล้องถ่ายทอดวีดีโอดิจิตอล (Digital Video)

2.3.6 .อุปกรณ์รู้จำเสียง (Voice Recognition Device) เช่น อุปกรณ์วิเคราะห์เสียงพูด (Speech Recognition Device)

2.4 หน่วยแสดงผล (Output Unit) ทำหน้าที่แสดงผลลัพธ์จากคอมพิวเตอร์ โดยมากจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท

2.4.1.หน่วยแสดงผลชั่วคราว (Soft Copy) หมายถึงการแสดงผลออกมาให้ผู้ใช้ได้รับทราบในขณะนั้น แต่เมื่อเลิกการทำงานหรือเลิกใช้แล้วผลนั้นก็จะหายไป ไม่เหลือเป็นวัตถุให้เก็บได้ ถ้าต้องการเก็บผลลัพธ์นั้นก็สามารถส่งถ่ายไปเก็บในรูปของข้อมูลในหน่วยเก็บข้อมูลสำรอง เพื่อให้สามารถใช้งานได้ในภายหลัง

2.4.2 หน่วยแสดงผลถาวร (Hard Copy) หมายถึงการแสดงผลที่สามารถจับต้อง และเคลื่อนย้ายได้ตามต้องการ มักจะออกมาในรูปของกระดาษ

2.5 หน่วยเก็บข้อมูลสำรอง (Secondary Storage Unit) เนื่องจากแรมเป็นหน่วยความจำที่ไม่ได้เก็บข้อมูลอย่างถาวร ถ้าปิดเครื่องหรือไฟดับข้อมูลก็หายไป ดังนั้นถ้าผู้ใช้มีข้อมูลอยู่ในแรมก็จะต้องทำการจัดเก็บข้อมูล โดยย้ายข้อมูลจากหน่วยความจำไปไว้ในหน่วยเก็บข้อมูลสำรอง เนื่องจากสามารถเก็บข้อมูลได้อย่างถาวร เก็บข้อมูลเป็นจำนวนมากได้ แต่ความเร็วในการอ่านและบันทึกข้อมูลของหน่วยเก็บข้อมูลสำรองจะต่ำกว่าแรมมาก ดังนั้นจึงควรทำงานให้เสร็จก่อนจึงย้ายข้อมูลนั้นไปไว้ในหน่วยเก็บข้อมูลสำรอง

2.6 ส่วนประกอบอื่น ๆ

2.6.1 แผงวงจรหลัก (Main Board)

2.6.2 ส่วนเชื่อมต่ออุปกรณ์ (Peripheral Inteface)

2.6.3 อุปกรณ์พีซีการ์ด (PC-Card)

2.6.4 อุปกรณ์สื่อสารข้อมูล (Data communication device)

2.6.5 ยูพีเอส (UPS)

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

การตอนไก่

   เป็นวิธีที่จะลดพฤติกรรมและการเคลื่อนไหวของไก่เพศผู้ลง ทำให้ได้เนื้อไก่ที่นุ่มและรสชาติดีกว่าไก่ที่ไม่ตอน การตอนไก่ไม่ได้หมายความว่า เป็นการทำให้ไก่มีประสิทธิภาพการเจริญเติบโตเร็วขึ้น หากเพื่อต้องการให้อาหารที่กินเข้าไปนั้นไปสะสมเป็นไขมันแทรกเนื้อทำให้คุณภาพเนื้อดีขึ้น วิธีการตอนไก่ทำได้ 2 วิธี คือ

   

4.1 การตอนแบบผ่าข้าง วิธีการนี้เป็นการตอนแบบถาวร หมายถึงการที่จะผ่าและนำเอาลูกอัณฑะออก ขนาดของไก่ที่เหมาะสำหรับการตอนแบบนี้ควรหนักประมาณ 0.7 กิโลกรัมขึ้นไป และน้ำหนักหลังการตอนที่เหมาะต่อการส่งตลาดควรหนักประมาณ 300-4.0 กิโลกรัม ขึ้นอยู่กับชนิดและพันธุ์ไก่

ก่อนที่จะลงมือตอนควรจะจับไก่ขังไว้ให้อดน้ำอดอาหารประมาณ 24 ชั่วโมง หรืออย่างน้อย 12 ชั่วโมง จุดประสงค์เพื่อจะให้ในท้องไม่มีอาหารลำไส้แฟบ จะทำให้ตอนได้สะดวกเพราะมองเห็นลูกอัณฑะชัดเจน และเลือดจะแห้งเร็ว

รายละเอียดขั้นตอนวิธีการตอนแบบผ่าข้างจะไม่อธิบายไว้ในที่นี้เพราะการตอนแบบนี้ต้องอาศัยความชำนาญ จึงจะไม่เป็นอันตรายต่อไก่ที่จะตอน ผู้ที่สนใจควรศึกษาและฝึกปฏิบัติจนเกิด ความชำนาญเสียก่อน การตอนจึงจะได้ผล

เมื่อตอนเสร็จสามารถให้น้ำและอาหารได้ทันที แต่ควรจำกัดเรื่องอาหารบ้างเพราะมิฉะนั้นไก่จะกินอาหารมาก เพราะอดอาหารมานาน จะทำให้ลำไส้ขยายใหญ่หลุดออกมานอกรอยแผลได้ อาหารที่ให้ไก่ตอนควรเป็นอาหารที่มีพลังงานสูงเพราะต้องการให้ไก่สะสมไขมันแทรกเนื้อ ส่วนน้ำที่ให้ควรจะเสริมยาปฏิชีวนะให้ด้วย) หลังจากนั้นให้สังเกตลักษณะของไก่ถ้าพบว่าหงอน เหนียง หน้าเริ่มซีดและไก่ลดอาการเคลื่อนไหวโดยจะไม่มีการไล่จิกตีกัน แสดงว่าการตอนของเราได้ผลแต่ถ้าพบว่าหงอน เหนียง หน้ายังแดงอยู่ แสดงว่าการตอนของเราไม่ได้ผล สาเหตุใหญ่เพราะดึงลูกอัณฑะออกไม่หมด

ไก่ที่ตอนโดยวิธีผ่าข้างนี้ควรจำหน่ายหลังจากที่ตอนแล้วอย่างน้อย 3-4 เดือน จึงจะได้น้ำหนักดี เพราะหลังจากตอนใหม่ ๆ น้ำหนักจะยังเพิ่มขึ้นช้ากว่าพวกที่ไม่ได้ตอน เพราะไก่เกิดภาวะเครียดระหว่างการตอน แต่หลังจาก 2 เดือนไปแล้วน้ำหนักไก่ตอนจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

4.2 การตอนแบบฝังยา การตอนแบบนี้ได้เปรียบกว่าการตอนแบบผ่าข้าง คือไม่เกิดภาวะเครียดกับไก่ เพราะไม่จำเป็นต้องอบน้ำอดอาหารอีกทั้งไก่ไม่ต้องเสียเลือดด้วย อุปกรณืที่ใช้ในการตอนก็มีเพียงเข็มสำหรับฉีดเม็ดยาเท่านั้น

วิธีการฝังยาดดยการดึงขนบริเวณส่วนหัวของไกที่เราจะฝังออกหลังจากนั้นนำเอาเม็ดยาใส่ในเข็ม จับปลายแหลมของเข็มแทงลงไปใต้ผิวหนังบริเวณส่วนหัว โดยแทงลงมาทางคอเพื่อป้องกันไม่ให้เม็ดยาหลุดหายเวลาไก่ยืน จากนั้นก็ดันให้เม็ดยาเข้าไปฝังไว้ใต้ผิวหนัง หลังจากการฝังยาประมาณ 10-14 วัน  จะพบว่าไก่เพศผู้ดังกล่าวจะเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรม โดยจะหยุดจิกตีกัน หงอนและหน้าเริ่มซีด และถ้าทำในพ่อไก่พันธุ์อาการที่เคยขันจะหลุดไป

บางครั้งการตอนแบบฝังยามักทำในไก่เพศเมียที่ไข่น้อย ต้องการตัดทิ้งหรือในพ่อไก่พันธุ์ที่คัดทิ้ง โดยจะฝังยาก่อนจะจำหน่ายประมาณเดือนกว่า ๆ ทำให้ได้เนื้อไก่ที่นุ่มขึ้นไม่ถึงกับเหนียว    ข้อควรระวังของการรับประทานไก่ที่ตอนโดยวิธีฝังยา คือบริเวณคอไก่ถึงหัวไก่ไม่ควรรับประทาน ควรจะทิ้งเพราะว่าตัวยายังอาจสลายไม่หมด มีผลตกค้างซึ่งเมื่อคนกินเข้าไป อาจมีผลทำให้เกิดมะเร็งได้ ดังนั้นในหลายประเทศที่เจริญแล้วจึงบังคับไม่ให้ใช้ยาดังกล่าวสำหรับตอนไก่

การตอนไก่แบบนี้ ถ้าตอนในระยะที่ไก่มีน้ำหนัก 0.7-0.8 กิโลกรัม ยา 1 เม็ด (ซึ่งจะหนักประมาณ 15 มิลลิกรัม) จะอยู่ได้นานประมาณ 6 อาทิตย์ ถ้าน้ำหนักไก่ยังต่ำไปก็ควรจะฝังยาต่ออีก 1 เม็ด เพราะถ้าไม่ฝังยาต่อไก่จะกลับมาแสดงพฤติกรรมเหมือนไก่เพศผู้เช่นเดิม โดยจะเริ่มจิกตีกัน หงอนเหนียงจะหน้าเริ่มแดง น้ำหนักของไก่หลังตอนควรจะได้ประมาณ 3-4 กิโลกรัม ซึ่งเป็นน้ำหนักที่ตลาดต้องการ

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

การเลี้ยงไก่ตอน

ไก่ตอน (Capon) หมายถึง ไก่เพศผู้ที่ถูกทำให้หมดสภาพความเป็นเพศผู้ ซึ่งอาจจะท าได้โดย

การศัลยกรรมผ่าตัดเอาลูกอัณฑะออก หรือการฉีดฮอร์โมนหรือสารประกอบที่มีคุณสมบัติคล้ายฮอร์โมน

เพศเมีย ไก่ที่ตอนแล้วจะมีเนื้อนุ่มขึ้น (Tender) มีความชุ่ม (Juicier) และมีรสชาติ (Flavorful) ดีขึ้น น

รับประทานมากขึ้น ในบ้านเรานิยมนำไก่ตอนมาทำเป็นข้าวมันไก่ซึ่งเป็นที่นิยมมากในปัจจุบัน แต่

เนื่องจากเทคนิคและวิธีการตอนไก่นั้นเป็นเรื่องยุ่งยากจึงไม่ค่อยมีผู้เลี้ยงมากนักในขณะที่ตลาดมีความ

ต้องการสูงมากและเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับไก่ที่เราเลี้ยงอีกด้วย

การตอนไก่ (Caponization)

  การตอนไก่สามารถท าได้ 2 วิธี ได้แก่

  1. การตอนแบบฝังฮอร์โมน การตอนแบบนี้จะไม่ทำ ให้ไก่เกิดภาวะเครียดและอุปกรณ์ที่ใช้ใน

การตอนก็มีเพียงเข็มส าหรับฝังฮอร์โมนและฮอร์โมนสังเคราะห์เฮ็กโซเอสตรอล (Hexoestrol) เท่านั้น

โดยแทงเข็มเข้าไปฝังไว้ใต้ผิวหนังบริเวณด้านหลังคอของไก่แล้วฝังฮอร์โมนเม็ดเอาไว้   หลังจากฝัง

ฮอร์โมนประมาณ 10-14 วัน ก็จะท าให้ได้เนื้อไก่ที่นุ่มขึ้นแต่ไม่ถึงกับเหนียว แต่การตอนแบบฝังฮอร์โมน

น กรมปศุสัตว์ได้ประกาศยกเลิกและห้ามน าฮอร์โมนสังเคราะห์มาใช้อย่างเด็ดขาด เนื่องจากจะมีสาร

ตกค้างในเนื้อ อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพสัตว์และเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค การตอนโดยใช้ฮอร์โมน

สังเคราะหนจะมีฤทธิ์อยู่ในตัวไก่นานประมาณ 45-50 วัน แต่เกษตรกรส่วนใหญ่มักจะรีบจับไกส่งขาย

ก่อนเวลาเพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงท าใหมสารตกค้างไปถึงแก่ผู้บริโภคและเกิดการสะสม ม

อัตราเสี่ยงในการเกิดมะเร็งเต้านมและมดลูก และเกิดภาวการณเข้าสู่วัยหนุ่มสาวก่อนวัยอันควรโดยม

อัตราการเจริญเติบโตเร็วในช่วงแรกแต่หลังจากนั้นจะไม่เจริญคลื่นสมองอีกด้วย

2. การตอนโดยวิธีผ่าตัดเอาอัณฑะออก การตอนโดยวิธีนี้จะปลอดภัยแก่ผู้บริโภค แต่จะต้อง

ท าโดยผู้ที่มีความช านาญเท่านั้น เนื่องจากอาจจะท าให้ไก่ตายได้ ไก่ที่จะน ามาตอนนั้นควรมีน้ าหนัก

ประมาณ 0.5-0.8 กิโลกรัม หรือมีอายุประมาณ 5-12 สัปดาห์ และจะต้องเป็นไก่ตัวผู้ที่มีสุขภาพสมบูรณ

แข็งแรง ปราศจากพยาธิและโรคติดต่อ ก่อนการตอนไก่จะต้องท าการอดอาหารไก่ล่วงหน้าประมาณ 12-

24 ชั่วโมง เพื่อไม่มีอาหารตกค้างอยู่ในล าไส้ และจะไม่ท าให้เลือดออกมาในขณะที่ท าการผ่าตัดซึ่งจะท า

ให้การตอนไก่ไม่สะดวก และอาจท าให้ไก่สูญเสียเลือดมากจนตายได้ ในขณะที่อดอาหารไก่นั้นควร

จัดเตรียมน้ าไว้ให้ไก่ได้ดื่มกินตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่อากาศร้อน

  ขั้นตอนการตอนไก่ มีวิธีปฏิบัติดังน

  1. มัดปีกและขาให้แน่น ห้ามมัดปีกในลักษณะไขว้ปีกกันเนื่องจากอาจท าให้ปีกหักได้ถาหากม

การดิ้นที่รุนแรง จากนั้นน าปีกและขามายึดด้วยเชือกที่ขึงบนไม้โค้งรูปคันธนูเพื่อดึงปีกและขาให้มั่นคง

และป้องกันการดิ้นในขณะที่ท าการผ่าตัด เติบโตอีกเลย นอกจากนยังมีผลกระทบต่อ  2. ท าความสะอาดบริเวณซี่โครงที่จะท าการผ่าตัด โดยการถอนขนที่ขึ้นปกคลุมบริเวณซี่โครง

บริเวณที่จะท าการผ่าตัดออกให้สะอาด จากนั้นใช้น้ ายาฆ่าเชื้อเช็ดท าความสะอาดบริเวณโดยรอบที่จะท า

การผ่าตัด บริเวณที่จะท าการผ่าตัดจะอยู่ระหว่างซี่โครงซี่ที่ 6 และซี่ที่ 7 หรือ กระดูกซี่โครงคู่สุดท้าย

และรอยแผลจะต้องอยู่ต่ าลงมาจากบริเวณสันหลังประมาณ 1-1.5 นิ้ว

  3. ดึงหนังบริเวณที่จะท าการผ่าตัดไปด้านหางให้ตึงเล็กน้อย จรดปลายมีดกรีดให้เป็นแผล

ระหว่างซี่โครงซี่ที่ 6 และซี่ที่ 7 ให้บาดแผลยาวประมาณ 1-1.5 นิ้ว การกรีดแผลนั้นควรจะจรดมีดแล้ว

กรีดเพียงครั้งเดียวในต าแหน่งที่ต้องการและมีความยาวแผลที่เหมาะสม ถ้าหากมีการกรีดแผลหลายครั้ง

อาจจะท าให้การสมานแผลนั้นจะยากขึ้นและแผลจะหายช้าลง การกรีดแผลจะต้องระมัดระวังอย่าให

บาดแผลยาวจนเกินไป และจะต้องไม่ตัดกระดูกอ่อนที่เชื่อมยึดซี่โครงด้านบนและด้านล่างเข้าด้วยกัน

เนื่องจากจะท าให้บาดแผลที่ผ่านั้นจะไม่ปิดหลังจากทท าการผ่าตัดเสร็จแล้ว

  4. ใช้คีมถ่างแผลสอดเข้าไประหว่างกระดูกซี่โครงแล้วถ่างให้บาดแผลเปิดกว้างออกพอที่จะใช

ช้อนตักอัณฑะสอดเข้าไปได้และสามารถมองเห็นลูกอัณฑะได้สะดวก ในขั้นตอนนี้ถ้าหากเห็นว่า

บาดแผลที่ผ่าตัดนั้นสั้นเกินไปก็อาจจะใช้มีดกรีดให้มีความยาวของบาดแผลเพิ่มขึ้นได้

5. ใช้ตะขอเกี่ยวเจาะและดึงเนื้อเยื่อหรือกระบังลมที่ปิดบังล าไส้ออกจนมองเห็นล าไส้เล็กและลูก

อัณฑะได้อย่างชัดเจน อัณฑะไก่จะมีรูปร่างยาวรี ลักษณะคล้ายเมล็ดถั่วเหลือง มีสีเหลืองอ่อน ขนาดของ

อัณฑะจะขึ้นอยู่กับอายุของไก่ ไก่อายุน้อยอัณฑะจะมีขนาดเล็กในขณะที่ไก่อายุมากจะมีอัณฑะขนาด

ใหญ่ ซึ่งบางครั้งอาจจะมีขนาดใหญกว่าช้อนตักอัณฑะ

  6. ใช้ช้อนตักอัณฑะสอดใส่อัณฑะเข้าไปในร่องจากด้านหน้าไปทางด้านหาง ค่อย ๆ ขยับช้อน

เพื่อให้อัณฑะอยู่ในร่องกึ่งกลางของช้อน จากนั้นจึงค่อย ๆ บิดหมุนช้อนพร้อมกับออกแรงดึงเบา ๆ

เพื่อให้ขั้วยึดอัณฑะและลูกอัณฑะหลุดออกจากกัน ในขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่ส าคัญมาก ถ้าหากมีเศษ

ของอัณฑะติดค้างอยู่ที่ขวเพียงเล็กน้อย เศษอัณฑะนั้นก็จะสามารถเจริญขึ้นมาและสามารถผลิตฮอร์โมน

เพศผู้ได้ ท าให้ไก่ยังคงแสดงลักษณะและพฤติกรรมเพศผู้อยู่ เรียกว่า การตอนไม่ตก (Slipped) และ

ข้อควรระวังอีกประการหนึ่งคอ บริเวณใกล้กับขั้วยึดอัณฑะนี้จะมีเส้นเลือดด าใหญ่พาดผ่าน ถ้าหากไม

ระวังหรือถ้าดึงเอาอัณฑะออกแรงเกินไปก็อาจท าให้เส้นเลือดด าใหญ่นี้ฉีกขาดได้ และเป็นสาเหตุให้ไก

ตายในที่สุด

7. ส าหรับผู้ที่ฝึกหัดใหม่ ควรท าการผ่าตัดเอาอัณฑะออกทีละข้าง ถ้าหากช านาญแล้วก็อาจจะ

ฝึกหัดเอาอัณฑะออกทั้งสองข้างโดยการผ่าตัดเพียงครั้งเดียว โดยเมื่อตักลูกอัณฑะด้านบนออกแล้ว ให้

ใช้ตะขอเกี่ยวเนื้อเยื่อที่คั่นอยู่ระหว่างอัณฑะทั้งสองข้างให้ขาดออกจากกัน จากนั้นก็ใช้ช้อนตักอัณฑะ

ด้านล่างขึ้นมาแล้วค่อย ๆ บิดหมุนอัณฑะให้ขาดออกจากขั้ว ในขณะตอนก็ควรระวังอย่าดึงอัณฑะออก

แรงเกินไป เพราะอาจจะท าให้เส้นเลือดด าใหญ่ฉีกขาดได้ง่ายกว่าการตอนโดยการผ่าตัดทีละข้าง

  8. เมื่อเอาอัณฑะออกทั้งสองข้างเรียบร้อยแล้ว ใช้ส าลีซับเลือดออกให้สะอาด ปลดคีมถ่างแผล

ท าความสะอาดบาดแผลด้วยน้ ายาฆ่าเชื้อให้สะอาด บาดแผลที่ผ่าตัดอย่างถูกวิธีเมื่อปล่อยให้ไก่ยืนในท่า

ปกติ รอยบาดแผลนั้นจะปิดกันสนิทโดยไม่จ าเป็นต้องท าการเย็บบาดแผล เนื่องจากหนังที่ดึงไปทางด้าน

หลังนั้น จะถูกดึงกลับมาอยู่ทางด้านหน้าของบาดแผล และการผ่าตัดระหว่างซี่โครงก็จะช่วยให้บาดแผล

ไม่เปิดกว้าง

9. ปล่อยให้ไก่ได้ดื่มน้ าและกินอาหารได้ตามปกติ บาดแผลจากการผ่าตัดจะหายเองภายในเวลา

7-14 วัน อย่างไรก็ตามหลังจากผ่าตัดไปแล้ว 2-3 วันควรจะมีการตรวจสอบความเรียบร้อยของบาดแผล

ที่เกิดจากการผ่าตัด ถ้าหากมีอาการพองลม ก็ให้ใช้ปลายมีดหรือเข็มเจาะผิวหนังบริเวณนั้นให้ทะลุแล้ว

ใช้นิ้วรีดลมออกให้หมด

การจัดการไก่ตอนในระยะเจริญเติบโต

  ไก่ตอนในขณะยังเล็กอยู่จะมีวิธีการเลี้ยงและการจัดการเหมือนกับการเลี้ยงไก่เนื้อ จนกระทั่ง

อายุครบ 8 สัปดาห์ หลังจากนั้นจึงนำมาเลี้ยงในสถานที่เลี้ยงโดยจัดให้มีพื้นที่เลี้ยง พื้นที่ให้น้ำและอาหาร

เพียงพอ ดังแสดงในตารางที่ 1

ตารางที่ 1 แสดงความต้องการพื้นที่การเลี้ยง อุปกรณ์ให้น้ำและอาหารสำหรับไก่ตอน

อายุ

(สัปดาห์)

พื้นที่เลี้ยง  พื้นที่อุปกรณ์ให้น้ำ  พื้นที่อุปกรณ์ให้อาหาร

ตร.ฟุต  ตร.เมตร  นิ้ว  ซม.  นิ้ว  ซม.

8-12  2  0.19  1.1  2.8  3  7.6

12-15  3  0.28  1.5  3.8  5  12.7

> 16  4  0.37  2.5  6.3  7  17.8

ที่มา : North and Bell (1990) หน้า 503

การให้อาหารไก่ตอน

  ในระยะเจริญเติบโตนั้นไก่ตอนจะมีอัตราการเจริญเติบโตช้ากว่าไก่ตัวผู้ที่ไม่ได้ตอน แต่ เมื่อโต

เต็มวัยแล้วไก่ตอนจะมีน้ำหนักมากกว่า ไก่ตอนที่มีอัตราการเจริญเติบโตเร็วในช่วงแรกมักจะมีคุณภาพ

ซากต่ำเนื่องจากมีไขมันในซากมากเกินไป ในต่างประเทศไก่ตอนจะถูกจับขายเมื่ออายุประมาณ 17-20

สัปดาห์ ในช่วงแรกของการเลี้ยงจะมีวิธีการเลี้ยง การจัดการและการให้อาหารเหมือนกับการเลี้ยงไก่เนื้อ

จนกระทั่งอายุ 4-5 สัปดาห์ จากนั้นจึงให้อาหารที่มีเยื่อใยสูงเพื่อไม่ได้ไก่มีการสะสมไขมันในร่างกายมาก

เกินไปจนกระทั่งอายุประมาณ 12-13 สัปดาห์ หรือจนกระทั่งไก่มีน้ำหนักตัวประมาณ 3.6 กิโลกรัม การ

ให้อาหารที่มีเยื่อใยสูงยังช่วยลดปัญหาการเกิดถุงน้ำใต้ผิวหนังที่บริเวณหน้าอกอันมีสาเหตุมาจากไก่

น้ำหนักตัวมากเกินไป ก่อนการจับขายหรือในระยะขุน จะเปลี่ยนมาให้อาหารที่มีพลังงานสูง โดยปกติไก่

ตอนจะจับขายเมื่อมีน้ำหนักประมาณ 4.5 กิโลกรัม อาหารสำหรับการเลี้ยงไก่ตอนควรมีส่วนประกอบ

ของโภชนะหลักดังแสดงในตารางที่ 2

ตารางที่ 2 แสดงปริมาณโภชนะในอาหารที่แนะนำสำหรับการเลี้ยงไก่ตอน

อายุ (สัปดาห์)  พลังงาน Kcal ME/kg  เยื่อใยในอาหาร (%)  โปรตีนในอาหาร (%)

0-4  3,190  3.5  23

5-13  2,640  7.0  18

14-จับขาย  2,860  4.6  17

ปัญหาที่มักพบในการเลี้ยงไก่ตอน

  1.  การตอนไม่ลง (Slips) เนื่องจากยังมีเศษของอัณฑะหลงเหลืออยู่ ชิ้นส่วนอัณฑะที่ยังคง

หลงเหลืออยู่นี้ยังสามารถผลิตฮอร์โมนเพศผู้ได้เพียงพอที่จะท าให้ไก่แสดงลักษณะและพฤติกรรมของ

เพศผู้ออกมา

  2. พองลม (Wind puffs) หลังจากการผ่าตัดไก่บางตัวอาจจะมีการพองลมหรือมีลมอยู่ใต้ผิวหนัง

ดังนั้น หลังจากการผ่าตัดควรจะมีการตรวจดูรอยบาดแผลเป็นระยะ ๆ ถ้าพบอาการดังกล่าวให้ใช้ปลาย

มีดสะอาดกรีดหรือเจาะแล้วรีดลมนั้นออกให้หมด อาการนี้จะไม่เป็นอันตรายแก่ตัวไก่ ถ้าไม่เจาะออก

อาการนี้ก็จะหายไปเอง

  3. ปัญหาเกี่ยวกับขา (Leg problems) เนื่องจากไก่ตอนจะไม่มีพฤติกรรมความเป็นเพศผู้ นิสัย

ก้าวร้าวและความกระตือรือร้นจะน้อยลง ไก่ตอนมักจะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการนั่งหรือนอน ท าให้มี

ปัญหาเกี่ยวกับขามากขึ้น ดังนั้น ผู้เลี้ยงจึงควรเดินกระตุ้นให้ไก่ได้ลุกขึ้นเดินบ้าง ซึ่งอาจจะกระตุ้นโดย

การใช้เมล็ดธัญพืชโรยบนพื้นวันละครั้งในช่วงบ่าย เพื่อให้ไก่ได้ใช้เท้าคุ้ยเขี่ยกินบ้างจะช่วยลดปัญหา

เกี่ยวกับขาลงได้

  4. ถุงน้ำาใต้ผิวหนังหน้าอก (Breast blisters) เนื่องจากไก่ตอนจะไม่ค่อยเดิน และมักจะใช้เวลา

ส่วนใหญ่ไปกับการนั่งและนอน ท าให้หน้าอกสัมผัสกับพื้นมากขึ้น ถ้าหากวัสดุรองพื้นแข็ง หรือเปียกชื้น

ก็จะท าให้เกิดถุงน้ าใต้ผิวหนังบริเวณหน้าอกได้ซึ่งจะท าให้ผิวหนังไม่สวยและคุณภาพซากลดลง วิธีการ

ป้องกันท าได้โดยการจัดการให้วัสดุรองพื้นแห้งหรืออาจจะปูวัสดุรองพื้นให้หนาขึ้น ฯลฯ

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

Hello world!

Welcome to WordPress.com. This is your first post. Edit or delete it and start blogging!

โพสท์ใน Uncategorized | 1 ความเห็น